กว่า 2,500 ภาษามีความเสี่ยงที่จะสาบสูญไปจากโลกนี้
ทุก ๆ 2-3 เดือน มี 1 ภาษาที่เสี่ยงต่อการสาบสูญ
เมื่อผู้ใช้ภาษามีอายุมากขึ้นและมีคนเรียนรู้ภาษาดังกล่าวน้อยลง ความรู้ในการนำภาษานั้นไปใช้จริงก็ยิ่งถ่ายทอดได้ยากขึ้น เมื่อประวัติศาสตร์ของเรื่องราวและบทเพลงเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา อัตลักษณ์ของชุมชนก็ถูกลืมเลือน ซึ่งเป็นการสูญเสียที่ลึกซึ้งเพราะทำให้โลกนี้ค่อย ๆ มีชีวิตชีวาน้อยลง ภายในสิ้นศตวรรษนี้ จะมีภาษานับพันที่อาจสาบสูญไปและเหลือไว้เพียงเรื่องเล่าขานอันเลือนลางหรือพิธีกรรมบูชาแผ่นดิน
UNESCO ตระหนักถึงเดิมพันนี้ จึงได้กำหนดให้ปี 2022–2032 เป็นทศวรรษแห่งภาษาพื้นเมือง โดยเป็นการเน้นย้ำถึงความพยายามระดับโลกที่จะมอบชีวิตใหม่และให้พื้นที่ทางดิจิทัล รวมทั้งย้ำถึงภารกิจที่พันธมิตรในสถานที่ต่างๆ อย่างนูนาวุตกําลังช่วยกันผลักดันให้ก้าวหน้า โดยข้อมูลจาก UNESCO Atlas of World’s Languages in Danger ระบุว่ากว่า 2,500 ภาษามีความเสี่ยงที่จะสาบสูญไปจากโลกนี้ ซึ่งทุกครั้งที่มีหนึ่งภาษาสูญไป ภูมิปัญญาและประเพณีกว่าหลายศตวรรษก็ดับหายไปด้วยเช่นกัน
Inbal Becker-Reshef กรรมการผู้จัดการ Microsoft AI for Good Lab กล่าวว่า “ภาษาเป็นตัวกําหนดว่าใครบ้างที่ใช้ AI ได้ เพราะผู้คนอาจเข้าไม่ถึง AI หากไม่สามารถโต้ตอบด้วยในภาษาของตนได้”
กว่า 70% ของชาวอินูอิตในนูนาวุตระบุว่าภาษาอินุกตุตเป็นภาษาแม่ของพวกเขา
อนุรักษ์มรดก เสริมพลังให้ชุมชน
นูนาวุตคือดินแดนของแคนาดาที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ทางตอนเหนือสุด ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของกลุ่มเกาะอาร์กติกแคนาดา โดยครึ่งหนึ่งอยู่ในเขตวงกลมอาร์กติก อีกทั้งยังเป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองกว่า 30,000 คน นูนาวุตแปลว่า “ดินแดนของเรา” ในภาษาอินุกตุต โดยเป็นคำเรียกที่หมายรวมถึงภาษาถิ่นที่ชื่ออินุกติตุตและอินุอินนาคตุน
นานแล้วที่ภาษาอินุกตุตไม่มีเครื่องมือแปลที่มีศักยภาพเพียงพอหรือมีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ที่ครอบคลุมภาษาถิ่น ดังนั้นการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์ภาษาไว้ให้คนรุ่นหลังจึงเป็นงานที่ยากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ในการพยายามอนุรักษ์และพัฒนาภาษาอินุกติตุต รัฐบาลนูนาวุตได้ร่วมมือกับ Microsoft เพื่อช่วยให้พลเมืองสามารถสื่อสารได้ทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาอินุกติตุต ไปพร้อม ๆ กับสร้างหน่วยความจําการแปลที่สมบูรณ์และเป็นของชุมชน Microsoft ทํางานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลนูนาวุตและชุมชนเพื่อรวบรวมข้อมูลภาษา แล้วนําภาษาถิ่นดั้งเดิมของนูนาวุตมาบรรจุในสภาพแวดล้อมดิจิทัลสมัยใหม่ด้วยการเพิ่มตระกูลภาษาอินุกตุตลงในตัวแปลภาษาของ Microsoft เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์และการใช้งานที่นําโดยชุมชน
แนวทางนี้มุ่งเน้นไปที่การออกแบบร่วมกับพันธมิตรในท้องถิ่นเพื่อสร้างการกํากับดูแลและรับความยินยอม จัดหาข้อความและเสียงที่ได้รับการอนุมัติจากชุมชน เรียบเรียงและติดป้ายกํากับข้อมูลร่วมกับผู้ตรวจสอบในท้องถิ่น และตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์โดยเทียบกับบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมและภาษา ซึ่งกระบวนการที่มีพื้นฐานมาจากการบริการดูแลดังกล่าวนี้ช่วยสร้างความไว้วางใจเพื่อให้โมเดลสะท้อนถึงภาษาที่ใช้จริงในปัจจุบันและได้รับการยอมรับในท้องถิ่น ความพยายามเสริมเหล่านี้ช่วยปรับปรุงการสื่อสารในชีวิตจริงให้ดีขึ้น โดยผู้ให้บริการดูแลสุขภาพสามารถทํางานทางไกลร่วมกันได้ง่ายขึ้น เยาวชนชาวนูนาวุตสามารถสื่อสารกับผู้สูงวัยได้อย่างเต็มที่มากขึ้น และพลเมืองสามารถสร้างสรรค์ สื่อสาร และแปลเป็นภาษาที่ต้องการได้ ทุกวันนี้ นักการศึกษาเลือกกรอกคำแนะนำลงในสมุดประเมินของนักเรียนโดยใช้ภาษาอินุกติตุต ซึ่งจะส่งเสริมให้ครอบครัวที่พูดเพียงภาษาเดียวได้มีส่วนร่วมมากขึ้น
งานนี้ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความร่วมมือกับ Microsoft AI for Good Lab โดยทํางานร่วมกันเพื่อพัฒนาไปป์ไลน์สําหรับปรับใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) แบบ Open Weight สำหรับภาษาที่มีทรัพยากรจำกัด เช่น ภาษาอินุกติตุต
“การทํางานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลนูนาวุตเป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้พวกเขาไว้วางใจในโมเดล รวมทั้งปรับตัวและใช้งานโมเดลนี้ได้ในท้ายที่สุด” Inbal Becker-Reshef กล่าว
นูนาวุตเป็นดินแดนทางเหนือสุดของแคนาดาซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวอินูอิตส่วนใหญ่
พลเมืองนูนาวุตประมาณ 85% พูดภาษาอินุกติตุต ซึ่งมีภาษาถิ่นแยกย่อยมากมาย
ในแอปตัวแปลภาษา ผู้ใช้สามารถติดต่อหากันได้แบบข้ามภาษาโดยใช้ภาพถ่าย เสียงพูด หรือข้อความ
สนับสนุนความก้าวหน้าของทุกภาษา
เมื่อทั่วโลกมีการนำ AI มาใช้กันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว การมอบพื้นที่ให้ภาษาที่มีทรัพยากรจำกัดก็ได้กลายมาเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง ภาษาเป็นประตูสู่การศึกษา การดูแลสุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจ ดังนั้นหากภาษาปราศจากพื้นที่ให้มีบทบาท ทั้งชุมชนก็อาจเสี่ยงที่จะถูกทอดทิ้งให้ล้าหลัง แนวทางของ Microsoft เป็นแบบโอเพนซอร์ส ซึ่งช่วยให้มั่นใจว่าเครื่องมือและชุดข้อมูลที่พัฒนาขึ้นเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาจะพร้อมใช้งานสําหรับชุมชน นักวิจัย และพันธมิตรในทุกที่ การเปิดให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้ช่วยให้รัฐบาลสามารถมีส่วนร่วมกับชุมชนได้ดีขึ้น เพราะการนำ AI เข้ามาใช้อย่างแพร่หลายจะสนับสนุนเสียงของชุมชนท้องถิ่นในการกําหนดอนาคตของเทคโนโลยี
“ทั่วทั้ง Microsoft เราดูแลให้แน่ใจว่าทุกอย่างมีชุมชนพื้นเมืองเป็นที่ตั้งซึ่งนําหัวใจและความถูกต้องแม่นยำมาสู่ความร่วมมือของเรา เราทํางานร่วมกันด้วยความเคารพ ความยินยอม และมีความรับผิดชอบร่วมกัน” Mike Adams ผู้สนับสนุนผู้บริหารเครือข่ายการรวมชนพื้นเมืองกล่าว
Microsoft AI for Good Lab ได้พัฒนาไปป์ไลน์ที่ทําซ้ำได้สําหรับการปรับใช้ LLM แบบ Open Weight ให้กับภาษาที่มีทรัพยากรจำกัด เฟรมเวิร์กนี้ช่วยส่งเสริมพันธมิตรและสนับสนุนเครื่องมือ AI ที่ปรับให้เหมาะกับชุมชนของพันธมิตรไม่ว่าภาษาจะมีร่องรอยข้อมูลดิจิทัลแบบใดก็ตาม โครงการนั้นกระจายไปทั่วโลก ตั้งแต่ภาษาอินุกติตุตในแคนาดา ภาษาเมารีในนิวซีแลนด์ ภาษาชิเชวาในมาลาวี ไปจนถึงภาษาสวาฮีลีทั่วแอฟริกาตะวันออก นอกจากนี้ Microsoft ยังดำเนินการผ่านความคิดริเริ่มของ LINGUA เพื่อมอบทุนและส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการต่าง ๆ ที่สร้างชุดข้อมูลคุณภาพสูงสําหรับภาษาด้อยโอกาสทั่วยุโรป การแชร์แผนงานทางเทคนิคและการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นจะช่วยให้ทุกภาษาสามารถรับประโยชน์จากความก้าวหน้าล่าสุดของ AI
ในแง่ของวัฒนธรรม การเปิดให้ทุกคนได้สื่อสารด้วยภาษาของตนเองถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก AI สามารถมอบพลังอันยิ่งใหญ่ให้แก่ทุกคนได้ แต่ผู้ใช้ก็ไม่ควรที่จะต้องหัดเรียนภาษาอื่นเพียงเพื่อให้ใช้ AI ได้
สร้างอนาคต AI สําหรับทุกคน
การวิจัยล่าสุดจาก AI for Good Lab บ่งชี้ว่ากลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาที่มีทรัพยากรจำกัดต่างก็นำ AI มาใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการมอบพื้นที่ให้ภาษาถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนอิสระที่ทรงอิทธิพลต่อการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลาย เมื่อเว็บไซต์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก (กล่าวคือมีเนื้อหาเกินครึ่งเป็นภาษาอังกฤษ แต่มีผู้คนเพียง 5% ของทั้งโลกเท่านั้นที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่) ก็เท่ากับว่าโมเดล AI มักจะทำงานได้ไม่ดีนักในภาษาอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทั่วโลก
AI เป็นเทคโนโลยีที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยปัจจุบันมีผู้ใช้ถึง 1.2 พันล้านคน แต่กลับมีอีกหลายพันล้านคนที่ใช้เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ โดยหลาย ๆ คนไม่สามารถเข้าถึงสิ่งขับเคลื่อนพื้นฐานของ AI เช่น พลังงานไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และทักษะดิจิทัล การนำไปใช้อย่างแพร่หลายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนรับเทคโนโลยีใหม่ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ แต่หากไม่มีการแก้ไขและปิดช่องว่างที่กล่าวมานี้ เราก็เสี่ยงที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ซึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ซ้ำรอยความไม่เท่าเทียมกันในอดีต (มีคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่เข้าถึงเทคโนโลยีที่ช่วยพลิกชีวิตได้) การมอบพื้นที่ให้ทุกคนได้ใช้ AI จะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้า การเชื่อมต่อ และทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐาน ซึ่งเมื่อทุกชุมชนเข้าถึงเครื่องมือที่ใช้ AI ได้ ความเป็นประชาธิปไตยก็จะกลายเป็นจริง
AI Diffusion Report ฉบับแรกจาก Microsoft AI Economy Institute เผยให้เห็นว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นจากการใช้งานอย่างแพร่กระจาย หรือก็คือเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตจริง โดยในยุค AI การให้พื้นที่แก่ทุกภาษาสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกชุมชน เชิดชูทุกวัฒนธรรม และช่วยให้มั่นใจว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัล การยอมรับความหลากหลายทางภาษาจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ในการเรียนรู้ การเชื่อมต่อ และการคิดริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ
หัวใจสำคัญคือการทําให้แน่ใจว่าเทคโนโลยีที่พลิกชีวิตเราได้เช่นนี้จะกระจายสู่ทุกคนอย่างเท่าเทียม